• Bengali
  • English
  • pic1
  • pic2
  • pic3
  • pic4

Current News

 

NEWS & EVENTS

บทสรุปการสัมมนาเรื่อง “การส่งออกผักและผลไม้สดไปยังเยอรมนีและสหภาพยุโรป : โอกาสและความท้าทาย” 

 

   
    การสัมมนาเรื่อง “การส่งออกผักและผลไม้สดไปยังเยอรมนีและสหภาพยุโรป : โอกาสและความท้าทาย” เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม 2553  ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี  จัดโดยความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศ  กรมส่งเสริมการส่งออก  หอการค้าเยอรมัน-ไทย และสำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมันประจำประเทศไทย (GTZ) โดยมีผู้เข้าร่วมจากบริษัทเอกชน สถาบันวิชาการ หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานของเยอรมนี  เข้าร่วม  และมีนายพิศาล มาณวพัฒน์  เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป และดร. ฮันส์ ไฮน์ริช ชูมัคเคอร์  เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธาน

บทสรุปสำคัญของการสัมมนาคือ สหภาพยุโรปเป็นตลาดผักผลไม้ที่มีศักยภาพเพราะเป็นตลาดที่นำเข้าผักผลไม้จาก ต่างประเทศในปริมาณมาก ในปี 2552 เฉพาะเยอรมนีประเทศเดียวนำเข้าผักผลไม้จากทั่วโลกเกือบ 8 ล้านตัน และในจำนวนนั้นเป็นการนำเข้าผลไม้จากเขตร้อนเกือบ 3 ล้านตัน  อย่างไรก็ดี ส่วนแบ่งตลาดของไทยยังน้อยมาก เช่น ผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ผู้บรรยายชาวเยอรมันทั้งภาครัฐและผู้นำเข้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สินค้าไทยเองก็มีจุดแข็งหลายอย่างโดยเฉพาะความหลากหลายและความมีเอกลักษณ์ ที่สามารถแปรเป็นจุดขายได้ การบรรจุหีบห่อในปัจจุบันที่สวยงามได้มาตรฐาน ความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการสั่งซื้อ กอปรกับความนิยมผักผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาสัมผัสกับ ผลิตผลเหล่านี้ด้วยตัวเอง
 
 

 


 
 

 แต่ทุกคนก็ชี้ให้เห็นว่า สินค้าผักผลไม้ไทยมีจุดอ่อนหลายประการที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องปัญหาสารตกค้างจากยากำจัดศัตรูพืช ปัญหาสุขอนามัยพืช ระบบการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีการควบคุมคุณภาพสินค้า ความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขอนามัยพืชไม่ได้รับการถ่ายทอดไปยังเกษตรกรผู้ ปฏิบัติอย่างทั่วถึง ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรขาดความตระหนักถึงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ด้านอาหารซึ่งนับจะทวีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน ปัญหาด้านโลจิสติกส์และการขาดระบบการรักษาอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะทำให้ราคาสินค้าผักผลไม้ของไทยสูงกว่าสินค้าของประเทศคู่แข่งใน ตลาดยุโรปแล้ว ยังทำลายคุณภาพของสินค้าส่งออก ทำให้อายุการวางจำหน่ายลดลงและมีข้อร้องเรียนเรื่องคุณภาพสินค้าเพิ่มขึ้น กล่องโฟมที่ไทยนิยมใช้ในการบรรจุสินค้าผักผลไม้ส่งออกนอกจากจะไม่ช่วยรักษา อุณหภูมิแล้วยังสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มต้นทุนโดยที่อาจจะมองไม่เห็น และเป็นภาระในการกำจัดของประเทศปลายทางด้วย 
 
มาตรการสุ่มตรวจสินค้าไทย 3 ชนิดหลักคือ ถั่วฝักยาว พืชตระกูลมะเขือ และพืชตระกูลกระหล่ำ ร้อยละ 50 ของปริมาณการนำเข้าซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีนี้นั้น เป็นผลจากการที่สินค้าไทยประสบปัญหาตรวจพบสารตกค้างอย่างต่อเนื่องและมีนัย สำคัญสหภาพยุโรปจึงต้องออกมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้ ซึ่งเป็นสิทธิของสหภาพยุโรปที่จะสุ่มตรวจเพื่อปกป้องผู้บริโภคของตนเอง แม้ว่าสินค้าเหลานั้นอาจจะได้รับใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรในฐานะที่เป็น competent authority ของไทยที่ได้รับการยอมรับจากสหภาพยุโรป หรือใบรับรองมาตรฐานอื่นๆ เช่น GlobalGAP ก็ตาม ที่น่าห่วงกังวลคือ ในจำนวนตัวอย่างสินค้าผักผลไม้นำเข้าเฉพาะที่ด่านนครแฟรงก์เฟิร์ตสุ่มตรวจ สารตกค้าง 523 ตัวอย่างจาก 31 ประเทศในปี 2552 นั้น มีสินค้าไทยถึง 121 ตัวอย่างและตรวจพบปัญหาร้อยละ 26.4 และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2553 มีการร้องทุกข์เรื่องสุขอนามัยสินค้าไทยแล้ว 113 ราย ทั้งนี้ สหภาพยุโรปมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการสุ่มตรวจสินค้าผักอื่นๆ ของไทยอย่างเข้มข้นขึ้นด้วย
 
ผู้บรรยายในการสัมมนาเห็นว่า ปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขจากภาครัฐและเอกชน ภาครัฐในฐานะผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตก็จะต้องทำให้อำนาจดังกล่าวมีความ ศักดิ์สิทธิ์ ดึงความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานสินค้าไทยกลับมา เอาจริงในเรื่องบทลงโทษ และให้ความรู้กับเกษตรกรรายย่อยอย่างทั่วถึงเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร และผลลบของสารตกค้างจากยาปราบศัตรูพืช ในขณะที่เอกชนก็จะต้องรักษาธรรมาภิบาลในกระบวนการผลิตและส่งออก ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ และรักษาชื่อเสียงและภาพพจน์ของตัวเองและของประเทศ นอกจากนั้น ในมุมของการพัฒนา ทั้งภาครัฐและเอกชนควรจะร่วมมือกันอย่างจริงจังในหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันของสินค้าผักผลไม้ของไทยในตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีอยู่กว่า 600,000 รายในภาคการผลิตผักผลไม้และเมื่อคำนึงว่าภาคการเกษตรเป็นรากฐานสำคัญของ ประเทศ
 
การพัฒนาดังกล่าว ได้แก่ การให้ความสำคัญกับการปรับกระบวนการผลิตและส่งออกเพื่อลดต้นทุนและเพิ่ม คุณภาพสินค้าไทยโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ เช่น ผู้บรรยายในการสัมมนาชี้ให้เห็นว่า เพียงปรับระบบ pre-cooling ให้ดีในทุกขั้นตอนตั้งแต่โรงบรรจุหีบห่อถึงขึ้นเครื่องบิน และปรับใช้รูปแบบกล่องที่บางและเก็บความเย็น ช่วยทั้งลดต้นทุน ลดการเน่าเสียของสินค้า เพิ่มอายุการวางจำหน่าย 7-10 วัน และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรที่จะเกิดผลเชิงพาณิชย์ให้มากขึ้น การส่งเสริมรูปแบบการเพาะปลูกที่ควบคุมคุณภาพสินค้าส่งออกได้เช่น ทำ contract farming วางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนในการส่งเสริมการส่งออกผักผลไม้บนพื้นฐานของขีดความ สามารถในการแข่งขันของสินค้าแต่ละชนิดของไทยและลักษณะของตลาด และเน้นการทำจริงให้เกิดผลในทางปฏิบัติหาทางพัฒนาสินค้าผักแช่แข็งและแปรรูป พัฒนารูปแบบการเสนอขายสินค้าเช่นมีสาขาตัวแทนในยุโรปเพื่อทำการตลาด และส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดยุโรป แต่ต้องมียุทธศาสตร์ในการส่งเสริม เช่น คิดค้นสินค้าตัวใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าผลไม้เขตร้อนที่ไทยมีจุดแข็งและผู้บริโภคยุโรปนิยม มากขึ้น อาทิ ทำแยมหรือน้ำผลไม้เขตร้อน หรือ exotic fruits และคงต้องอาศัยผู้กระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชี่ยวชาญช่วยในการเจาะตลาด ยุโรปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ ไทยสามารถแสวงความร่วมมือจากหน่วยงานของยุโรปที่มีศักยภาพและความพร้อม เช่น GTZ ในการดำเนินโครงการพัฒนาดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน

 
 
 
http://news.thaieurope.net/content/view/3642/212/
สนับสนุนโดยงบประมาณของรัฐบาลให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ
และข้อมูลจากส่วนราชการไทยทุกแห่งในยุโรป
© 2548 - 2552 ทีมงาน Thaieurope.net. สงวนลิขสิทธิ์

 

 

My Neo
 

Log in to your account

Username:

Password:

Remember my password

 

Forgotten my password?