• Bengali
  • English
  • pic1
  • pic2
  • pic3
  • pic4

Current News

 

NEWS & EVENTS

จัดการสัมมนาเรื่อง “การส่งออกผักและผลไม้สดไปยังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสหภาพยุโรป :    
Contributed by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน   
Tuesday, 29 June 2010
 

ผักผลไม้ไทยส่งออกไปยังตลาดเยอรมนีและสหภาพยุโรปน้อยไปหรือเปล่า ?
ในวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม 2553 นี้ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.20 น. ที่ห้องจูปีเตอร์ 9 อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหอการค้าเยอรมัน -ไทย  กรมส่งเสริมการส่งออก และสำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมัน (GTZ) จะร่วมกันจัดการสัมมนาเรื่อง “การส่งออกผักและผลไม้สดไปยังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสหภาพยุโรป : โอกาสและความท้าทาย” ในช่วงงาน THAIFEX 2010 

 

โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานการเกษตรและ อาหารของเยอรมนี  ผู้ส่งออกและนำเข้าไทยและต่างประเทศที่มากประสบการณ์  รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานไทยและเยอรมัน คือ สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำสหภาพยุโรป และ GTZ  มาบรรยายและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ รวมทั้งประเด็นเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารซึ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นด้วย  โดย ฯพณฯ นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป และ ฯพณฯ ดร. ฮันส์ ไฮน์ริช ชูมัคเคอร์ เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย จะให้เกียรติมาร่วมเปิดการสัมมนา 

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินได้ริเริ่มแนวคิดในการจัดสัมมนานี้ขึ้นเพื่อเป้าหมายสำคัญ 2 ประการคือ 
(1) ให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ส่งออกผักผลไม้ไทยเกี่ยวกับโอกาส และศักยภาพของสินค้าผักผลไม้ไทยในตลาดเยอรมนี ซึ่งยังสามารถดำเนินการได้ในหลายลักษณะเพื่อขยายตลาดและสร้างความนิยมให้กับ สินค้าดังกล่าว 
(2) ให้ผู้ส่งออกผักผลไม้ไทยตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาและพัฒนาคุณภาพและ มาตรฐานสินค้าผักผลไม้ของไทยที่จะส่งมายังสหภาพยุโรป  ซึ่งจะเป็นหลักประกันอนาคตที่สดใสของสินค้าดังกล่าวของไทยและน่าจะช่วย บรรเทาผลกระทบจากมาตรการตรวจเข้มสินค้าผักผลไม้จากไทยของสหภาพยุโรปที่ ดำเนินอยู่ในปัจจุบันด้วย

 

  จากสถิติปี 2551 พบว่าไทยส่งออกผักไปยังสหภาพยุโรป มูลค่ากว่า 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  โดยเกือบครึ่งส่งไปยังอังกฤษ ที่เหลือส่งไปยังเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก และฝรั่งเศส  ในขณะที่เมื่อมองลึกถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทยกับเยอรมนี  พบว่าเยอรมนีเป็นประเทศคู่ค้าที่มีมูลค่าอันดับหนึ่งของไทยในสหภาพยุโรป  ถ้าเทียบกันในระดับโลก เยอรมนีเป็นคู่ค้าลำดับที่ 12 ของไทย  ในปีพ.ศ. 2552 ไทยและเยอรมนีมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังตลาดเยอรมนียังคงอยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ เครื่องจักรกล เสื้อผ้าและเครื่องประดับ แต่สินค้าเกษตรและอาหารมีการนำเข้าคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 14 ของการนำเข้าสินค้าทั้งสิ้นจากไทย เยอรมนีนำเข้าผักสดจากทั่วทั้งโลกโดยเฉลี่ยต่อปีเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่การนำเข้าผักสดจากไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียงประมาณร้อยละ 0.16 มูลค่า 6.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ส่วนผลไม้สดที่นำเข้าจากไทยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 0.09  มูลค่า 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ทั้งนี้ แหล่งนำเข้าผลไม้และผักสดสำคัญของเยอรมนีคือ ประเทศในยุโรปด้วยกันเอง ได้แก่  เนเธอร์แลนด์ สเปน และอิตาลี ซึ่งยังเป็นเรื่องที่น่าสังเกตและต้องค้นหาสถิติข้อมูลกันต่อไปว่า สถิติการนำเข้าจากเนเธอร์แลนด์นั้น เป็นการนำเข้าสินค้าที่ผลิตในเนเธอร์แลนด์หรือสินค้าที่นำเข้าผ่านเน เธอร์แลนด์ (re-export) ซึ่งหลายรายการคงเป็นสินค้าจากไทย 

  ผักผลไม้ไทยที่ได้รับความนิยมในตลาดเยอรมัน มีหลากชนิด อาทิ มะม่วง มังคุด ลิ้นจี่  เงาะ ข่า ตะไคร้ ขิง พริก หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน หอมหัวแดง  สินค้าผักผลไม้และอาหารไทยส่วนใหญ่มีจำหน่ายในร้านค้าของชำจำหน่ายอาหาร เอเชียโดยทั่วไป และซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่ง  ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทผู้นำเข้าอาหารเอเชียและร้านค้าชำจะเป็นผู้นำเข้าและ กระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีกอาหาร และร้านอาหารอื่นๆ แต่ผู้นำเข้าเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจเวียดนามและจีน  ส่วนนักธุรกิจไทยที่นำเข้าสินค้าเหล่านี้มีอยู่บ้างแต่ไม่มาก ทำให้ร้านอาหารไทยต้องพึ่งพาวัตถุดิบและสินค้าจากผู้นำเข้าจากประเทศอื่นๆ ซึ่งที่จริงแล้ว หากร้านอาหารไทยหรือ ผู้ประกอบการไทยสามารถรวมตัวกันได้เพื่อนำเข้าและกระจายสินค้าอาหารและผักผล ไม้ไทย ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เกื้อกูลต่อการนำเข้าสินค้าดังกล่าวของไทยเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการไทยในเยอรมนีด้วย  

  ปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ว่าสินค้าผักผลไม้ไทยมี ศักยภาพและสามารถขยายตัวได้อีกมากหากได้รับการส่งเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ คือ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเยอรมันเดินทางไปท่องเที่ยวไทยกว่า 500,000 คน ซึ่งนักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้มีโอกาสลิ้มลอง อาหาร และผลไม้ไทย และนำความประทับใจกลับมาบ้าน ความหลากหลายของผักผลไม้ไทยและการเพาะปลูกที่ให้ผลผลิตผักผลไม้ทุกฤดูกาล ตลอดทั้งปีเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่จะทำให้สินค้าไทยสามารถทำตลาดและพัฒนาเป็น สินค้าทางเลือกได้มากขึ้น โดยเฉพาะในบางฤดูเช่นหน้าหนาวซึ่งผักผลไม้ในตลาดเยอรมนีมีน้อยมาก  ผักผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะยุโรปด้วยกันเองก็มีจำกัดทั้งชนิด และปริมาณ  ทั้งนี้ ผู้บริโภคเยอรมันมักตัดสินใจเลือกซื้ออาหาร ผักและผลไม้โดยคำนึงถึงเรื่องคุณภาพ  คุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพ รสชาติและความสะดวกในการจัดเตรียม ในขณะเดียวกันสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้รับความสนใจและความนิยมเพิ่มขึ้นในตลาด เยอรมนี  กอปรกับปัจจุบันมีเที่ยวบินตรงระหว่างไทยกับเยอรมนีหลายเที่ยวต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องการบินไทย แอร์เบอร์ลิน หรือลุฟท์ฮันซ่า ซึ่งเป็นช่องทางที่จะสามารถขนส่งผักผลไม้จากฟาร์มในไทยสู่ผู้บริโภคเยอรมัน ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้ามีความสดใหม่และมีระยะเวลาวางจำหน่ายนานขึ้น  ขณะนี้ยังมีความร่วมมือกันของเอกชนไทย-เยอรมันที่จะผลักดันช่องทางใหม่ๆ ในการกระจายสินค้าเน่าเสียง่ายของไทยในเยอรมนี และยุโรป เช่น โครงการ Thai Perishables Distribution Center at Munich Airport (TPM)  ที่เน้นการนำเข้าผ่านสนามบินมิวนิกและกระจายไปยังตอนใต้ของเยอรมนี และยุโรปใกล้เคียง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์กับผู้ส่งออกไทยและน่าจะถูกใจผู้บริโภคเยอรมัน

 อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือ ความสม่ำเสมอของปริมาณและคุณภาพสินค้าผักผลไม้ของไทย  โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สหภาพยุโรปได้เพิ่มมาตรการตรวจเข้มร้อยละ 50 สินค้าผัก 3 ประเภทหลักของไทย ได้แก่ ผักตระกูลถั่ว  ผักในตระกูล มะเขือ และผักในตระกูลกระหล่ำ ที่พบยาฆ่าแมลงมากที่สุด และสินค้าผักผลไม้อีกหลายชนิดก็ประสบปัญหามาตรฐานสุขอนามันซึ่งเป็นอุปสรรค ต่อการนำเข้าเช่นกัน  ดังนั้น  ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎระเบียบการนำเข้าสินค้าผักผลไม้ เข้าอียูจึงเป็นเรื่องที่ผู้ส่งออกไทยจะต้องศึกษาและติดตามความเคลื่อน ไหวอยู่เสมอ  ในขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกก็ต้องรักษาและควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าผักผลไม้ของไทยที่จะ ส่งออกไปยังตลาดอียูอย่างเคร่งครัด โดยไม่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น  ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือกันในการรักษาความสม่ำเสมอของปริมาณและคุณภาพสินค้า ไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้แล้ว  ก็จะช่วยให้สินค้าไทยมีอนาคตไกลในอียูและเยอรมนี  และจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย  ในขณะเดียวกัน ฝ่ายอียูอาจจะสามารถช่วยไทยได้ด้วยการจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจมาตรฐานและ คุณภาพสินค้าผักผลไม้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก่อนที่จะส่งออกไปสหภาพยุโรป ซึ่งเรื่องนี้คงต้องหารือกันต่อไป

  นอกจากเรื่องการรักษาความสม่ำเสมอของปริมาณ ความหลากหลาย และคุณภาพสินค้าของประเทศแล้ว การประชาสัมพันธ์สินค้าผักผลไม้ของไทยในตลาดอียูซึ่งรวมทั้งเยอรมนี ก็มีความสำคัญและต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ผักผล ไม้ไทยผ่านสื่อมวลชนในวงกว้าง เช่น กรณีล่าสุดที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน ได้ทำข่าวเกี่ยวกับการเข้าร่วมงานเทศกาลไทย ณ นครแฟรงก์เฟิร์ตของมูลนิธิโครงการหลวง และการสัมภาษณ์ประธานมูลนิธิฯ เผยแพร่ในสื่อมวลชนเยอรมัน ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคและผู้นำเข้าเยอรมันได้ รู้จักและเข้าใจมูลนิธิและผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิดีขึ้น

  หวังอย่างยิ่งว่า ทั้งหมดนี้จะทำให้ผักผลไม้ไทยจะส่งออกไปยังตลาดเยอรมนีและสหภาพยุโรปมากขึ้น 

      
                    สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
                             29  มิถุนายน 2553

 

 

http://news.thaieurope.net/content/view/3624/188/
สนับสนุนโดยงบประมาณของรัฐบาลให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ

และข้อมูลจากส่วนราชการไทยทุกแห่งในยุโรป
© 2548 - 2552 ทีมงาน Thaieurope.net. สงวนลิขสิทธิ์

 

 

My Neo
 

Log in to your account

Username:

Password:

Remember my password

 

Forgotten my password?