• Bengali
  • English
  • pic1
  • pic2
  • pic3
  • pic4

Current News

 

NEWS & EVENTS

แนวโน้มตลาดปลาเนื้อขาว (Whitefish) ปี 2553    
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป   
Wednesday, 30 June 2010
 

สำนัก งานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้รายงานเกี่ยวกับตลาดสินค้าประมง โดยเน้นแนวโน้มตลาดปลาเนื้อขาวปี 2553  มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

1. แนวโน้มตลาด อุปทานของปลาเนื้อขาว (Whitefish) ในปี 2553 มีแนวโน้มสูงขึ้นเนื่องจากปริมาณปลาค็อต (cod) และปลาแฮดด็อค (haddock) ที่จับได้ในแถบทะเลแอตแลนติกเหนือเริ่มฟื้นตัวขึ้น ส่วนฟาร์มที่เพาะเลี้ยงปลาเนื้อขาวประเภทต่างๆ ได้แก่ ปลานิล (tilapia) ปลาสวาย (pangasius) และปลาในตระกูลปลาดุก (catfish) ก็กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี มีปัจจัยที่อาจส่งผลลบต่ออุปทานของปลาเนื้อขาว ได้แก่ เหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศชิลีซึ่งอาจทำให้ปริมาณปลาเฮก (hake) ที่จับได้ ไม่แน่นอนหรืออาจลดลงบางส่วน อีกทั้งปริมาณของปลาพอลลอค (Alaska Pollock) ที่จับได้ในปีนี้ใกล้เคียงกับปี 2550  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่า “อุปทานของปลาเนื้อขาวในปี 2553 อาจเพิ่มขึ้นราว 15-20% เมื่อเทียบกับปี 2550 ซึ่งอาจทำให้ราคาของปลาเนื้อขาวในปีนี้ลดลง”

2. ราคา ราคาปลาเนื้อขาว ในตลาดสหรัฐฯส่งสัญญาณลดลง โดยในช่วงต้นปี 2553 ราคาลดลงประมาณ 0.05 - 0.1 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ ส่วนปลาค็อตแช่แข็งก็มีราคาลดลงเล็กน้อยเช่นเดียวกัน แต่ราคาในตลาดยุโรปค่อนข้างคงที่ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาปลาเนื้อขาวในปีนี้ ได้แก่ อุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน และวิกฤติการณ์ทางการเงินที่ทำให้ความต้องการซื้ออาหารทะเลไม่เพิ่มขึ้นมาก นัก

3. ประเด็นความยั่งยืน (sustainability) เป็นกระแสนิยมที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกับผลิตภัณฑ์ปลาที่มาจากการทำประมงตามธรรมชาติและที่มาจากการเพาะเลี้ยง ซึ่งอาจปัจจัยต่อการลดความต้องการซื้อในตลาดได้ ในทางตรงข้าม หากผู้จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำสามารถชี้ให้ผู้บริโภคเห็นได้ว่าสินค้าที่ จำหน่ายนั้น ผลิตโดยยึดหลักความยั่งยืนและความปลอดภัยเป็นสำคัญ ก็จะเป็นจุดขายที่สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้

4. สถานการณ์ของตลาดปลาเนื้อขาวที่สำคัญๆ ได้แก่

4.1 ปลา catfish ประเทศเวียดนามป็นผู้ส่งออกปลา catfish ที่สำคัญของโลก แต่ในปี 2552 ผลผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนามลดลง 5% และปี 2553 นี้ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ราคาปลา catfish เพิ่มขึ้น ปลา catfish กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ.53 ตลาดปลา catfish แปรรูปในสหรัฐฯขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 9% เมื่อเทียบกับปี 2552 แต่ราคากลับลดลง 5% โดยเฉลี่ย ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯมีการนำเข้าปลา catfish จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งจากประเทศจีน (Ictalurus spp) และเวียดนาม(Pangasius spp) การนำเข้าในเดือนมกราคม 2553 เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับมกราคม 2552  และเมื่อเปรียบเทียบการนำเข้าปลา catfish ทุกกลุ่มของสหรัฐฯระหว่างปี 2552 และ 2551 พบว่าเพิ่มขึ้นถึง 26.2% ซึ่งหมายถึงตลาดสหรัฐฯเปิดรับการนำเข้าปลา catfish เพิ่มมากขึ้น

4.2 ปลา pangasius เป็นสินค้าสัตว์น้ำส่งออกที่มีปัญหามากที่สุดของเวียดนาม เนื่องจากผู้ประกอบการแปรรูปได้กำไรต่ำมากและไม่สามารถปรับราคาส่งออกเพิ่ม ขึ้น ในขณะที่ต้นทุนอาหารปลาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (เพิ่มขึ้น 15% เมื่อต้นปี 53 และเพิ่มขึ้นราว 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 52) ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายของเวียดนามมองว่าการทำฟาร์มปลา pangasius เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง จึงหันไปเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทอื่นแทน (เช่น ทำฟาร์มกุ้ง) อย่างไรก็ดี EU เป็นตลาดรับซื้อปลา pangasius รายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม แต่สถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำใน EU และค่าเงินยูโรที่ต่ำลง ทำให้ผู้ประกอบการต้องรับภาระความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าในรูปเงินยูโรเท่าเดิม แต่กำไรในรูปเงินเวียดนามลดต่ำลง ส่วนสหรัฐฯ เป็นตลาดที่กำลังเติบโตโดยพิจารณาได้จากการนำเข้าปลา Pangasius ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (โดยเฉพาะในปี 2552)

4.3 ปลานิล (Tilapia) ผลิตภัณฑ์ปลานิลแม้จะต้องเผชิญกับสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงจากการเติบโตของ ตลาดปลาเนื้อขาวประเภทต่างๆ แต่ยังคงส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้ดี  ในปีนี้ราคาอาจปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย สหรัฐฯ เป็นตลาดรับซื้อผลิตภัณฑ์ปลานิลที่สำคัญทั้งในรูปแบบเนื้อปลาแช่แข็ง แช่เย็นและแบบแช่แข็งทั้งตัว การนำเข้าปลานิลของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 179,465 ตันในปี 2551 เป็น 183,295 ตันในปี 2552 โดยนำเข้าจากประเทศจีนสูงสุด (88% จากปริมาณการนำเข้าเนื้อปลานิลแช่แข็งทั้งหมด) เพราะมีราคาถูกกว่าประเทศอื่นๆ ตลาดรับซื้อที่มีความสำคัญรองจากประเทศสหรัฐฯ คือ ประเทศเม็กซิโกและรัสเซีย

 สำหรับการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลานิลไปยังตลาด EU กำลังค่อยๆ พัฒนาเพิ่มขึ้น แต่ยังคงต่ำกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากผู้บริโภคใน EU นิยมบริโภคปลา pangasius จากประเทศเวียดนามมากกว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเทศที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลานิลให้กับ EU มากที่สุด คือ จีน และไทย ซึ่งเน้นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลานิลที่มีคุณภาพสูงและขายได้ราคาดีกว่าให้กับ ตลาด EU 

 ผลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของฟาร์มเพาะ เลี้ยงปลานิลและปลา pangasius ในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้อุปทานปลาเนื้อขาวที่มาจากการเพาะเลี้ยงในปีนี้อาจเพิ่มขึ้นราว 16% กอปรกับปริมาณการจับปลาค็อตและปลาแฮดด็อคในแถบทะเลแอตแลนติกเหนืออาจเพิ่ม ขึ้นราว 18% เมื่อเทียบกับปี 2549  ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าว น่าจะส่งผลให้ราคาปลาเนื้อขาวในปี 2553 มีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกับในปี 2552 อย่างไรก็ดี ราคาที่ลดลงอาจเป็นผลดีต่อการขยายส่วนแบ่งตลาดของปลาเนื้อขาว เนื่องจากในภาวะที่วิกฤติการณ์ด้านการเงินของโลกยังไม่ฟื้นตัวดีนัก อาจทำให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคปลาเนื้อขาวเพิ่มขึ้นแทน (โดยเฉพาะปลาเนื้อขาวที่มาจากการเพาะเลี้ยง) เนื่องจากมีราคาถูกกว่าปลาจากทะเล รสชาติดี มีอุปทานตลอดทั้งปีและสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ปลาเนื้อขาวจึงมีแนวโน้มขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้นอีกใน อนาคต ทั้งปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น หากแต่ราคาลดลง ดังนั้น ไทยควรมุ่งเน้นการผลิตปลานิลที่มีคุณภาพ และมีต้นทุนต่ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 ที่ผ่านมา สินค้าสัตว์น้ำของจีนและเวียดนาม มักถูกตรวจพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับสารตกค้างหรือปัญหาสุขอนามัยอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผู้นำเข้าขาดความเชื่อมั่น ดังนั้น ไทย ควรใช้ข้อได้เปรียบของการผลิตและการแปรรูปสินค้าสัตว์น้ำที่มีความปลอดภัย มีคุณภาพสูง และมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability system) มาใช้เป็นจุดขายที่ตรงกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน (โดยเฉพาะในตลาด EU, ญี่ปุ่น) และเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าในอีกทางหนึ่งด้วย

 

 

http://news.thaieurope.net/content/view/3625/212/
สนับสนุนโดยงบประมาณของรัฐบาลให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ
และข้อมูลจากส่วนราชการไทยทุกแห่งในยุโรป
© 2548 - 2552 ทีมงาน Thaieurope.net. สงวนลิขสิทธิ์

 

 

My Neo
 

Log in to your account

Username:

Password:

Remember my password

 

Forgotten my password?