• Bengali
  • English
  • pic1
  • pic2
  • pic3
  • pic4

Current News

 

NEWS & EVENTS

 หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำอียูชี้บทบาทแต่ละฝ่ายในการแก้ไขปัญหาผักไทยไปตลาดอียู    
Written by คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป   
Monday, 12 July 2010
 เมื่อ วันที่ 2 ก.ค. 2553 เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้เข้าร่วมงานสัมมนาเรื่อง “Export Fruits and Vegetables to Germany and EU: Opportunities and Challenges” ที่ประเทศไทย และได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการส่งออกสินค้าผักและผลไม้ของไทยมายัง ตลาดสหภาพยโรปไว้ว่า อียูเป็นตลาดสำคัญ สินค้าผัก/ผลไม้ได้ราคาดี ยังมีโอกาสขยายได้อีกมาก และอียูก็เน้นกฎระเบียบและมาตรฐานด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม
 

โอกาสในการส่งออกสินค้าผลไม้และผัก                                                                    

 สหภาพ ยุโรปหรืออียู ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก 27 ปท. รวมเยอรมนีด้วยนั้น เป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าผัก/ผลไม้ไทย โดยมูลค่าการส่งออกผักและผลไม้ไปยังอียู สรุปได้ ดังนี้ ปี 2551 เท่ากับประมาณ  1,023 ล้านบาท  โดยเกือบครึ่งไปยังอังกฤษ  ที่เหลือ คือ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก  และฝรั่งเศส  ปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 2,285 ล้านบาท และเฉพาะช่วง 5 เดือนแรกของปี 2553 (มค.-พค.)  ไทยส่งออกผักและผลไม้ไปยังอียูแล้วกว่า  853 ล้านบาท

กระแสความนิยมอาหาร/ผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก รวมถึงในยุโรป ส่วนหนึ่งเพราะผลพลอยได้ทางอ้อมจากนักท่องเที่ยว/นักธุรกิจยุโรปที่เดินทาง มาท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจใน ปทท.  จำนวนประมาณ 4 ล้านคน/ปี   ทำให้ชาวยุโรปรู้จักและติดใจอาหารและผลไม้ไทย

ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่โลกที่รัฐบาลไทยส่งเสริม เช่น การจัดนิทรรศการอาหารไทยในต่างประเทศเป็นระยะๆ ก็มีส่วนช่วยประชาสัมพันธ์ให้อาหารและผลไม้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น ปัจจุบัน  ในยุโรปเองก็มีร้านอาหารไทยเปิดใหม่หรือเปิดนานแล้วจำนวนมาก แม้ในเมืองเล็กเมืองน้อยก็มักจะเจอร้านอาหารไทย  และต่างได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากคนท้องถิ่น วัตถุดิบ เครื่องเทศ พริก  กะปิ น้ำปลาของแท้จากไทย  ได้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้  พ่อครัวแม่ครัวไทยพลอยขายดีเป็นที่ต้องการมากขึ้นด้วย  รวมถึงสินค้าอาหารแพ๊กที่มีผักสดหลายชนิด ที่เมื่อแกะออกแล้วผัดทานได้เลย  ซึ่งเป็นที่นิยมในสหราชอาณาจักร และขายได้ราคาดี      

เอกชนไทยสามารถใช้ประโยชน์มากขึ้นจากการที่อียู 27 ประเทศเป็น customs union เป็นตลาดเดียว เมื่อสินค้าไทยเจาะเข้าประเทศอียูประเทศหนึ่งได้แล้ว  ก็สามารถส่งต่อไปยังประเทศอียูอื่นๆ ได้ โดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจ/และเสียภาษีนำเข้าในอีกประเทศหนึ่งอีก รวมทั้งควรศึกษาใช้ประโยชน์จากระบบคมนาคมขนส่ง logistics ที่ดีและพัฒนามากขึ้นภายในอียู ซึ่งสามารถ cater สำหรับสินค้าที่เน่าเสียง่าย เช่น ผักและผลไม้ด้วย เพราะแต่ละท่าเรือ/สนามบินขนส่งสินค้าของแต่ละประเทศอาจมีจุดอ่อน/จุดแข็ง ต่างกัน อีกทั้งบางประเทศ มีท่าเรือ/สนามบินขนส่งสินค้ามากกว่า 1 แห่งด้วย บางครั้งก็แข่งกันเองบ้าง

สำหรับในเยอรมนี ศูนย์กระจายสินค้าเน่าเสียง่ายในท่าอากาศยานนครมิวนิก (Thai Perishables Distribution Centre –TPM) ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการกระจายสินค้าเกษตรของไทยไปยังตลาดเยอรมันตอน ใต้และตลาดในยุโรปใกล้เคียง โดยสรุปแล้ว สำหรับผู้ส่งออกไทย ถือว่าในปัจจุบันมีทางเลือก/ช่องทางขนส่งและ logistics ต่างๆ มากขึ้นว่า จะเลือกใช้ประเทศใด/จุดไหน/บริษัทไหนที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายสินค้า ไทยไปยังยุโรปมากที่สุด ช่วยให้เราขายสินค้าได้มากขึ้น ในราคาขนส่งที่ประหยัดลง  

ความท้าทาย
คณะกรรมาธิการประชาคมฯ  อันเปรียบเสมือนคณะผู้บริหารอียู  ที่มีอำนาจทางการวางกฎระเบียบการค้ามาตรฐานสินค้าที่ประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ ต้องไปปฏิบัติ ได้ประกาศกฎระเบียบตรวจเข้มร้อยละ 50  ณ ด่าน  กับผักสดจากไทย 3 ประเภทหลักที่พบยาฆ่าแมลงตกค้างมากที่สุด กฎดังกล่าวเริ่ม 25 มกราคม ผัก 3 ประเภทหลักที่ได้รับผลกระทบแล้ว คือ ผักตระกูลถั่ว (beans) ผักในตระกูลมะเขือ (anbergines) และ ผักในตระกูลกะหล่ำ (brassica vegetables) อียูได้ส่งสัญญาณให้ประเทศที่ค้าขายส่งผักไปอียูได้ตระหนักถึงการที่อียูให้ ความสำคัญต่อการตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์  เชื้อแบคทีเรีย  ยาฆ่าแมลง  และสารเคมีอันตรายอื่นๆ ที่ตกค้างในสินค้าอาหารและสัตว์มาโดยตลอด  ผ่านระบบการเตือนภัยของ EU–27  ที่เรียกว่า RAFF หรือ Rapid Alert System for Food and Feed   รวมทั้งได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาตรวจในไทยด้วย

สำนักงานที่ปรึกษาเกษตรต่างประเทศของไทยประจำอียู  ได้ติดตามเรื่องกฎระเบียบตรวจเข้มร้อยละ 50  มาตั้งแต่ยังเป็นร่าง เมื่อ ก.พ. ปีกลาย สำนักงานที่ปรึกษาเกษตรฯ ได้เข้าล็อบบี้ตั้งแต่ช่วงแรก  โดยท้วงติงการสุ่มตรวจในผักประเภทถั่ว ซึ่งไทยส่งออกถั่วหลายประเภท  หากมีเพียงถั่วฝักยาวเท่านั้น  ที่มีปัญหาการตรวจสอบยาฆ่าแมลงตกค้าง  ซึ่งฝ่ายอียูรับที่จะพิจารณาใส่แต่เพียงชื่อ ถั่วฝักยาว เท่านั้น จากนั้นหน่วยงานไทยก็ได้แต่เตือนผู้ส่งออกว่า  ขอให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ  เพราะฝ่ายอียูจะมีการพิจารณาผลการตรวจเข้มในช่วง 4 เดือนแรก  หากพบว่า มีน้อยลงก็อาจผ่อนคลายการตรวจเข้ม ตรงกันข้าม  หากมีสารตกค้างมากขึ้น  ก็คงจะถูกตรวจเข้มยิ่งขึ้น

การพัฒนาสินค้าให้มี shelf-life ที่ยาวขึ้น การพัฒนาการบรรจุหีบห่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง   การรักษาราคาให้ competitive สามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งสำหรับสินค้าประเภทเดียวกัน  เป็นต้น  และที่สำคัญคือ การพัฒนาตรวจสอบภายในของไทยที่เข้มงวด  และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ชื่อเสียงของผักผลไม้ไทย รวมถึงประเทศไทยโดยรวม ต้องเสียหายเพราะผู้ส่งออกบางรายที่อาจคำนึงถึงแต่ผลกำไรระยะสั้น

ตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่ผู้ส่งออกไทยจะพิจารณาศึกษาวิธีการค้ารูปแบบใหม่ที่รุกมากขึ้น  เปลี่ยนความเคยชินกับการค้าขายสินค้าในระบบ FOB แบบเดิม เพราะง่ายดี ความเสี่ยงความรับผิดชอบน้อย แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า วิธีการค้าแบบดั้งเดิมดังกล่าวทำให้ไม่สามารถ maximize โอกาสขยายการค้าและแข่งขันอย่างเต็มที่ ในขณะที่ปัจจุบัน ผู้ส่งออกจากประเทศคู่แข่งของเราหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ และจีน เริ่มสร้าง trading agents/companies ของตนเอง ในประเทศสำคัญในอียู เพื่อให้มี presence อยู่ใกล้ตลาดและลูกค้ามากขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนในการดำเนินการสร้าง warehouse  แต่ใช้ประโยชน์จาก logistics และ investment incentives ที่มีอยู่ในประเทศเป้าหมายให้มากที่สุด     

บทบาทภาครัฐในประเทศ
ฝ่ายอียูได้ให้เกียรติรัฐบาลไทยอยู่แล้วด้วยการให้การยอมรับว่า กรมวิชาการเกษตรคือ ‘Competent Authority’ ในการออกใบเซอร์ (Certificate) กับสินค้าผักแทนอียู ทำไมเมื่อสินค้าผักไทยที่ได้ใบเซอร์แล้วยังต้องถูกตรวจซ้ำที่ด่านของประเทศ สมาชิกอียู คำตอบคือเป็นแนวปฏิบัติปกติที่ด่านอียูทำกับทุกประเทศ คือจะสุ่มตรวจเพียงร้อยละ 10 หรือน้อยกว่านั้นในทางปฏิบัติ แต่ครั้นผักไทยถูกสุ่มตรวจพบสารเคมีตกค้างจำนวนมากบ่อยครั้ง ฝ่ายอียูจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มการตรวจเข้มเป็นร้อยละ 50 กับผัก 3 กลุ่มและอาจขยายเพิ่มกับผักชนิดอื่นได้ หากยังตรวจพบสารเคมีตกค้างต่อเนื่อง

หน้าที่ภาครัฐในประเทศคือ การเอาจริงเอาจังกับบทลงโทษบริษัทที่ทำไม่ดีอย่างต่อเนื่อง ให้ความรู้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะรายเล็กรายย่อยให้เข้าใจวิธีการผลิตที่ถูกต้อง วิธีการใช้ยาฆ่าแมลง และควบคุมไม่ให้ใช้ยาฆ่าแมลงที่ต้องห้าม

 

บทบาทภาคเอกชน
ภาคเอกชนต้องมีธรรมาภิบาล ไม่คิดแต่กำไรเฉพาะหน้า ต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรเพื่อช่วยให้เขาปลูกผักที่ได้คุณภาพ และต้องให้ราคาตอบแทนพืชผลที่เป็นธรรม นอกจากเรื่องความรับผิดชอบ ความสม่ำเสมอด้านคุณภาพแล้ว ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานของธุรกิจควบคู่ไป ด้วย 

 การปรับกระบวนการผลิตที่เน้นการแปรรูปสินค้า เช่น การส่งออกในรูปแบบของสินค้าแช่แข็ง ซึ่งตามหลักจะเข้าข่ายเป็นสินค้าอาหาร ไม่ใช่ของสด ซึ่งนอกจากจะได้ราคาดีแล้วยังลดความเสี่ยงและความเสียหายจากการสุ่มตรวจด้วย

 ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา โดยนอกจากการวิจัยและพัฒนาสินค้าแล้ว การวิจัยรสนิยมผู้บริโภคอียู การจัด/รูปแบบหีบห่อสินค้า (Packaging) ที่ถูกหลักอนามัยและสามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค รวมทั้งการเพิ่ม ‘shelf life’ ของสินค้า ฯลฯ ผู้ประกอบการไทยจึงอาจแสวงหาพันธมิตรทางการค้ากับเอกชนอียู โดย คผท. และทีมประเทศไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือต่อไป
รักษาและขยาย ‘brands’ สินค้าไทย เช่น ระบบ ‘GAP’ ของ FAO หรือ GlobalGAP รวมทั้ง ThaiGAP เพื่อวัตถุประสงค์ในการเป็นเครื่องมือคัดสรรกลุ่มผู้ประกอบการที่มี ประวัติการส่งออกไปอียูที่ดี แต่พึงระลึกเสมอว่าการมี GAP ประเภทใดก็ตามไม่ได้หมายความว่าทางการอียูจะยอมรับไม่มีการตรวจสอบโดย อัตโนมัติ เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน อียูจะยอมรับใบเซอร์ของ CA เช่น กรมวิชาการเกษตรเท่านั้น อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติสินค้าผักที่ได้ GAP เช่น GlobalGAP ย่อมสร้างความมั่นใจให้ผู้สุ่มตรวจได้มากกว่าสินค้าที่ไม่ได้ตรานี้

บทบาทคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป
- ติดตาม กรอง วิเคราะห์กฎระเบียบอียูผ่านเว็บไซ็ด์ thaieurope.net ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 17 ล้านครั้งแล้ว
- จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้ผู้เชี่ยวชาญ เช่นเรื่องวิธีบรรจุหีบห่อ การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- เจรจากับคณะกรรมาธิการยุโรปในการแก้ไขปัญหาวิธีปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตามด่าน และจัดทำ PCA ที่เน้นความร่วมมือด้าน SPS
 

บทสรุป

 สินค้า ผักและผลไม้ของไทยไปยังอียูมีทั้งโอกาสและความท้าทาย  มีสิทธิจะรุ่งยิ่งขึ้นหรือร่วงยิ่งขึ้นได้  ขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเอง เป็นสำคัญ  ตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การปลูกและขนส่งที่ถูกต้องตามระเบียบสุขอนามัยของอียู ไม่มีปัญหาการถูกทำลายหรือห้ามนำเข้าเพราะมีสาร/เชื้อโรคที่อันตราย

 

ไทย เริ่มประสบปัญหาจากผัก 3 กลุ่ม คือมะเขือ กะหล่ำและถั่วฝักยาวแล้ว หากยังไม่จริงจังทั้งภาครัฐและเอกชนในไทย ปัญหาจะขยายและไทยจะเสียตลาดให้คู่แข่ง เช่น จากแอฟริกาหรือผู้ปลูกผักที่เป็นเกษตรกรภายในยุโรปเอง 

สรุปคือปัญหาไม่ได้อยู่ที่อียู แต่อยู่ในประเทศไทย ต้องหันมาดูระบบ / มาตรการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าของไทยทั้งในส่วนของภาครัฐและ เอกชน ต้องจับมือกันในการให้ความรู้ความเข้าใจเกษตรกร       ผู้ปลูก ผู้บรรจุภัณฑ์ สร้างจรรยาบรรณทางธุรกิจ

ขอยกตัวอย่างบริษัทเอกชนของประเทศเนเธอร์แลนด์ ‘Dena Asia BV’ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าผัก / ผลไม้รายใหญ่ในอียู และให้ความสำคัญกับเรื่องการรักษาคุณภาพสินค้าจนประสบความสำเร็จมากที่สุด รายหนึ่ง

บริษัทดังกล่าวได้มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อส่ง สินค้าในไทย รวมทั้งได้ดำเนินโครงการ ‘contract farming’ ในประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยบริษัทแม่ในเนเธอร์แลนด์จะส่งผู้แทนเข้ามาให้ความรู้แก่ลูกจ้าง ถ่ายทอดเทคโนโลยีสะอาด และวางระบบการตรวจสอบและประกันคุณภาพตามมาตรฐานอียูทั้งในประเทศไทยและ ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นฐานวัตถุดิบภายใต้ ‘contract farming’ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยประสบปัญหาสินค้าที่ส่งออกจากไทยใดๆ ดังนั้น จึงอยากให้ภาครัฐและเอกชนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะในการถ่ายทอด / ปลูกฝังความรู้ความเข้าใจในเรื่องกฎระเบียบของอียู ความคาดหวังเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของตลาดอียู การรักษาให้มั่นต่อจรรยาบรรณทางธุรกิจ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการรักษา รุก และขยายตลาดสินค้าผัก / ผลไม้ไทยในอียูอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป

 

http://news.thaieurope.net/content/view/3626/214/
สนับสนุนโดยงบประมาณของรัฐบาลให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ
และข้อมูลจากส่วนราชการไทยทุกแห่งในยุโรป
© 2548 - 2552 ทีมงาน Thaieurope.net. สงวนลิขสิทธิ์

 

 

My Neo
 

Log in to your account

Username:

Password:

Remember my password

 

Forgotten my password?